การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม
ราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้นมีราคาสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจึงพยายามหาพลังงานทางเลือกอื่นที่มีราคาถูก เช่น เชื้อเพลิงชีวมวล ถ่านหิน ซึ่งอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเป็นอุตสาหกรรมที่ความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาคราชการ ในขณะเดียวกันก็เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีปัจจัยเสี่ยงต่อความปลอดภัย ตลอดจนอุบัติเหตุอุบัติภัยจากการทำงาน ดังนั้นจึงจัดให้มีการจัดทำคู่มือการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงขึ้น เพื่อที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะได้กำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงให้เป็นในแนวทางเดียวกัน
ถ่านหิน คือ หินตะกอนชนิดหนึ่งและเป็นแร่เชื้อเพลิงสามารถติดไฟได้ มีสีน้ำตาลอ่อนจนถึงสีดำ มีทั้งชนิดผิวมันและผิวด้าน น้ำหนักเบา ถ่านหินประกอบด้วยธาตุที่สำคัญ 4 อย่างได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน และออกซิเจน นอกจากนั้น มีธาตุหรือสารอื่น เช่น กำมะถัน เจือปนเล็กน้อย ถ่านหินที่มีจำนวนคาร์บอนสูงและมีธาตุอื่น ๆ ต่ำ เมื่อนำมาเผาจะให้ค่าความร้อนสูง ถือว่าเป็นถ่านหินคุณภาพดี ซึ่งถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่มีการนำมาใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่มีกระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆ ทั่วโลก และมีปริมาณสำรองมาก การขุดถ่านหินหรือการทำเหมืองถ่านหินทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน การใช้ประโยชน์ถ่านหินส่วนใหญ่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้า การผลิตปูนซีเมนต์ การถลุงโลหะ บ่มใบยาสูบ อุตสาหกรรมผลิตอาหาร เป็นต้น การใช้พลังงานของโลก ปี พ.ศ. 2548 มีการใช้พลังงานจากน้ำมันร้อยละ 35 ใช้พลังงานจากถ่านหินร้อยละ 25 ใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติร้อยละ 21 และพลังงานอื่นๆ อีกร้อยละ 19
การนำถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมจะมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงได้ 2 แบบใหญ่ๆ ด้วยกันคือ การใช้ความร้อนจากการเผาไหม้ถ่านหินโดยตรง เป็นการนำความร้อนจากการเผาไหม้ถ่านหินไปใช้ในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมซีเมนต์ และอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก เป็นต้น และการใช้ถ่านหินในการให้ความร้อนโดยอ้อม โดยการเผาไหม้ถ่านหินเพื่อนำความร้อนไปใช้ในการต้มน้ำ หรือน้ำมัน แล้วนำไอน้ำไปใช้ในกระบวนการผลิต อุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนประเภทที่สองนี้ได้แก่ อุตสาหกรรมที่มีการใช้หม้อน้ำ หรือหม้อต้ม ที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน
การใช้พลังงานจากถ่านหินมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากการใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้าจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าการใช้พลังงานชนิดอื่นๆ เช่น น้ำมันเตาหรือก๊าซธรรมชาติ จึงเป็นการช่วยให้ราคาจำหน่ายกระแสไฟฟ้าไม่สูงมากเกินไป รวมถึงการที่โรงงานอุตสาหกรรมเลือกใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าต่ำกว่าการเลือกใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดราคาที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศได้ โดยในปี 2549 ประเทศไทยมีปริมาณการใช้ถ่านหินรวมทั้งสิ้นกว่า 30.4 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงกว่าร้อยละ 75 ซึ่งมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน
